เอากุสตุส ซีซาร์ (Augustus Caesar)

เอากุสตุส ซีซาร์ (Augustus Caesar)

จักรพรรดิเอากุสตุส เขาเกิดมาในตระกูลเดียวกับจูเลียต ซีซาร์ แต่พอจูเลียต ซีซาร์พี่ชายของยายเขาโดนลอบสังหาร เขาจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นลูกบุญธรรมของซีซาร์  เมื่อโตขึ้นมาเขาไปปฏิวัติการปกครองมาเป็นแบบจักรวรรดิและแต่งตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นจักรพรรดิซึ่งเขาไปขึ้นครองอำนาจตั้งแต่ปี 27 จนถึงปีที่ 14 ก่อนคริสต์ศักราช เขาเป็นจุดรวมทุกอย่างในโรมันต์ ดูแลและควบคุมการปกครองทั้งหมด ในสมัยออกุสตุส จักพรรดิแห่งโรมันต์สมัยนี้ได้มีการขยายอำนาจอย่างกว้างขวาง นับว่าเป็นสมัยจักวรรดิที่รุ่งเรืองที่สุดก็เป็นได้ ในสมัยของเอากุสตุสจะสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แล้วเขายังสร้างสาธารณูปโภคอย่างอื่นเพื่อแสดงให้ประเทศอื่นรู้ว่าบ้านเมืองของเขานั้นรุ่งเรืองถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นอุโมงค์ที่สามารถเชื่อมอาณาจักรของเขา สะพาน ถนน และในสมัยนั้นยังมีทหารที่เป็นกองทัพเรือคอยลาดตะเวนดูความเคลื่อนไหวของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่รู้จักกันทั่วโลกอีกด้วย ถึงแม้ตอนนี้จักรพรรดิเอากุสตุสจะตายไปแล้ว แต่จักรวรรดิโรมันของเขานั้นยังเป็นจักรวรรดิที่เข็มแข็ง มีชื่อเสียงเรื่องการรบ เรื่องราวในอดีตที่สร้างความน่าประทับใจในความกล้าหาญจนทำให้คนรุ่นหลังนำมาทำเป็นภาพยนต์หลายเรื่องให้เราได้ศึกษาในปัจจุบัน

Read More

จูเลียส ซีซาร์ (Julian Caesar)

จูเลียส ซีซาร์ (Julian Caesar)

จูเลียต ซีซาร์ กำเนิดเมื่อ 22 กรกฏาคม เมื่อประมาณ 100 ปีก่อนคริสตศักราช ในครอบครัวขุนนางที่เก่าแก่ ซีซาร์เป็นทารกคนแรกที่คลอดโดยการผ่าท้อง พ่อของเขาตายเมื่อเขามีอายุได้เพียง 16 ปี มีเพียงแต่แม่ของเขาที่ดูแลเขาตลอดมา ตั้งแต่เด็กซีซาร์ไม่คิดว่าเขาจะเป็นทหารแบบจริงจัง เพราะอาชีพที่เขาอยากเป็นนั้น คือนักกฏหมาย หรือทนายความ เพราะในสมัยนั้นอาชีพนี้เป็นหน้าเป็นตาของวงศ์ตระกูล ซีซาร์เป็นคนที่ชื่นชอบด้านการต่อสู้เป็นชีวิตจิตใจ เขามีแววฉายตั้งแต่เล็กว่าเขาจะเป็นนักรบที่มีความสามารถมากคนหนึ่ง พอเขาอายุ 21 ปีเขามีชื่อเสียงมากจากการรบ เขาได้รับเหรียญกล้าหาญจากการเอาชนะจาก 300 ประเทศได้ เขาจึงเป็นทหารผู้ที่มีอำนาจ และเก่งทีสุดในสมัยนั้นเพราะเขาสามารถเอาชนะแต่ละเมืองได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ยุโรปตอนเหนือจนไปถึงยุโรปตอนใต้ ซีซาร์เป็นชายชาติทหารผู้ไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆ เขามักจะแสดงความกล้าหาญของเขาให้เหล่ากองทัพของเขาได้ดูเป็นตัวอย่าง เขามักสอนในทหารของเขามีสติและเชื่อมั่นในตัวเอง ตลอดเวลาที่เขาอยู่ในสนามรบเขาจะคิดถึงแต่ความยิ่งใหญ่ แต่ถึงแม้ว่าซีซาร์จะเก่งแค่ไหน เขาก็พลาดพลั้งโดนทหารคนสนิดลอบสังหารเพียงเพราะเขาไว้ใจทหารคนนั้นมากเกินไป ถึงแม้ตอนนี้ซีซาร์จะตายไปนานมากแล้วแต่ในประวัติศาสตร์ ซีซาร์ถือว่าเป็นผู้บัญชาทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง

Read More

History – John F. Kennedy

History – John F. Kennedy

สำหรับประธานาธิบดีที่มีอายุน้อยที่สุดของสหรัฐอเมริกาคงไม่มีใครไม่รู้จัก จอห์น เอฟ.เคเนดี้ เป็นประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกา เจ้าของคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยสำนึกของผู้นำ ด้วยคำว่า “จงอย่าถามว่าประเทศให้อะไรกับท่าน แต่จงถามว่าท่านท่านให้อะไรกับประเทศชาติบ้าง” จอห์น เอฟ.เคเนดี้เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ.1917 ที่เมืองบรู๊คลิน เป็นบุตรคนที่ 2 ของคหบดีใหญ่ โจเซฟ แพรทริค เคเนดี้ ในวัยเด็กเขาเรียนที่โรงเรียนมัธยมในรัฐคอนเนตทิคัต และเรียนต่อในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จนกระทั่งจบการศึกษาปริญาตรีด้วยเกียรตินิยม สาขาวิทยาศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ.2483 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขารับใช้ชาติอยู่ในหน่วยนาวิกโยธิน โดยในปี พ.ศ.2486 หลังจากที่อ่าวโอฮาเปอร์โดนกลุ่มญี่ปุ่นโจมตี จอห์น เอฟ.เคเนดี้ ได้ติดยศเรือโท ได้รับเหรียญกล้าหาญจากการช่วยเหลือเพื่อทหารขณะโดนโจมตี หลังจากสงครามสงบเขาทำงานเป็นผู้สื่อข่าวอยู่พักหนึ่ง แล้วค่อยเข้าอยู่ในสายงานการเมือง ในปีพ.ศ.2503 ได้รับเลือกเข้าชิงตำแหน่ง ประธานาธิบดีในวัยเพียง 43 ปี หลายคนให้การยอมรับว่าเขาเป็นหนุ่มไฟแรง มีความมุ่งมั่น วิสัยทัศกว้างไกล นอกจากนี้ยังมีนโยบายต่างประเทศให้โซเวียตถอนขีปนาวุธในคิวบาเพื่อลดวิกฤตการณ์ขีปนาวุธ และให้ความช่วยเหลือความช่วยเหลือเวียดนามใต้ เป็นต้นเหตุทำให้เกิดความโหดร้ายและรุนแรงเพราะเชื่อว่าความสามารถกองกำลังทหารสามารถเอาชนะคอมมิวนิสต์ได้ อย่างไรก็ตามช่วงไกล้สิ้นวาระของการดำรงตำแหน่ง และเตรียมตัวเข้าชิงเก้าอี้เป็นสมัยที่ 2 เขาจึงตัดสินใจไปเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง ขณะที่เคเนดี้และภรรยาได้เดินทางไปที่เมืองเมืองแดลลัส รัฐเทกซัส เพื่อหาเสียง ซึ่งตอนที่เขากำลังพบปะกับผู้คนอยู่ เคเนดี้ ได้ถูกนายลี ฮาร์ลี ออร์วอร์ด ได้ใช้ปืนไรเฟิลยิงใส่ร่าง 2 นัดที่ลำคอและศรีษะ เมื่อวันที่ 22พฤศจิกายน ค.ศ.1963

Read More

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)

ถ้าพูดถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 คงไม่มีใครไม่รู้จักผู้นำเผด็จการอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขาได้เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1889 ที่เมืองเบรานา ประเทศออสเตรีย เป็นบุตรคนที่ 4 ของนายอาลัวส์ อิตเลอร์ และนางคลารา ฮิตเลอร์ เขาเป็นคนเรียนเก่ง รักศิลปะ พออายุ 6 ขวบ ครอบครัวของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ย้ายไปที่เมืองเลออนดิง เมื่อในปี ค.ศ.1894 เขามีปัญหากับพ่อและครูอย่างต่อเนื่อง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เริ่มหลงไหลลัทธิชาตินิยมในเยอรมันเมื่อเขาได้ค้นพบภาพสงครามฝรั่งเศส – ปรัสเซียนั่นของพ่อ จากการดูภาพนั้นจึงทำให้เขาเป็นคนที่บ้าสงคราม ต่อมาในปี ค.ศ 1903 เขาได้ทะเลาะกับพ่อเรื่องการเรียนทำให้หนีไปอยู่กับป้าที่กรุงเวียนนา อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้ลาออกจากโรงเรียนและได้หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นจิตรกรวาดรูป เมื่ออายุครบ 20 ปี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้เข้าไปเป็นทหารอาสาในกองทัพของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่1 หลังจากสงครามเขาเริ่มจึงเป็นที่รู้จักและนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นทางการเมืองของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และเขาได้เป็นหัวหน้าพรรคนาซีในวัย 32 ปีและต่อต้านชาวยิว ในปีค.ศ1923 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เริ่มก่อการปฏิวัติแต่ไม่สำเร็จจึงถูกจำคุกในที่สุด 1 ปีต่อมาอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ถูกปล่อยตัวก่อนกำหนดและได้เริ่มการเมืองต่อเพราะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดี ในปี ค.ศ. 1939 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร เยอรมันได้ยึดครองยุโรปได้เกือบทั้งทวีป อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ใช้นโยบายด้านเชื้อชาติทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทำให้มีผู้บริสุทธิ์ตายได้ 11 ล้านคน โดยเป็นชาวยิวถึง 6 ล้านคน จากนั้นเขาจึงได้รับการยกให้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลแห่งปี จากนิตยสารไทม์…

Read More

มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi)

มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi)

เกิดวันที่ – 2 ตุลาคม ค.ศ.1869 เสียชีวิตวันที่ – 30 มกราคม ค.ศ.1948 อายุ – 79 ปี มหาตมะ คานธี เป็นนักการเมืองและผู้นำทางการเมืองของประเทศอินเดีย เป็นส่วนสำคัญในการช่วยอินเดียต่อสู้เพื่อเอกราชจากประเทศอังกฤษสำเร็จ รวมทั้งยังช่วยยุติการสู้รบระหว่างมุสลิมและฮินดูที่กัลกัตตา โดยการต่อสู้ทางการเมืองของ คานธี เป็นไปในแบบของอหิงสาและสันติวิธี เป็นแบบอย่างการประท้วงที่ไม่ใช้ความรุนแรง โดยการประท้วงของคานธีจะเป็นไปในรูปแบบของอดอาหารประท้วง ตลอดระยะกว่า 55 ปีที่ มหาตมะ คานธี อุทิศตนเองให้แก่ทางการกฎหมายและการเมือง สุดท้ายคานธีได้ถูกรอบสังหารจากชาวฮินดูหัวรุนแรงที่ไม่ยอมให้ฮินดูเข้าร่วมกับมุสลิม โดยการถูกยิงเข้ากลางหน้าผากเป็นจำนวน 3 นัด เสียชีวิตด้วยอายุ 79 ปี คานธีให้ความสำคัญในด้านเหยียดสีผิวอย่างมาก เนื่องจากในปี ค.ศ.1983 คานธีเคยถูกคนผิวขาวเหยียดผิวขั้นรุนแรงถึงขนาดที่ทำร้ายร่างกายกันเลยทีเดียว ระหว่างที่คานธีนั่งรถไฟเดินทางไปเป็นทนายว่าความให้ลูกความในประเทศแอฟริกาใต้แต่กลับถูกเหล่าคนผิวขาวจับโยนลงจากรถไฟ เพียงแค่โดยสารมาในชั้น First Class เท่านั้นเอง นับแต่เหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา คานธีจึงต้องการยุติการเหยียดผิวในประเทศแอฟริกาใต้โดยการเรียกร้องสิทธิให้แก่คนผิวคล้ำนั่นเอง

Read More